วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เพศที่แตกต่าง

เพศที่แตกต่าง



แนวคิด
เพศชายและเพศหญิงมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อทั้งสองเพศต้องอยู่ร่วมกันความสัมพันธ์ระหว่างเพศจึงเกิดความขัดแย้งได้ง่าย เนื่องมาจากความแตกต่างทางทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ และค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาแตกต่างกัน รวมไปถึงความคาดหวังที่แต่ละฝ่ายมีต่อเพศตรงข้าม การเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยง ป้องกัน และแก้ไขความขัดแย้งระหว่างเพศ จะทำให้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามได้อย่างเหมาะสม

เพศที่แตกต่าง

มนุษย์ในโลกมีความแตกต่างทางกายภาพที่เด่นชัดคือ เพศ” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความไม่เข้าใจกันระหว่าง เพศชาย และเพศหญิง อาจเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้ง
คำว่า เรื่องเพศ” ในที่นี้จะกล่าวถึงความหมาย 2 ลักษณะ คือในทางร่างกาย หมายถึง เรื่องที่ว่าด้วยลักษณะทางกายภาพ หรือทางสรีระในแง่มุมที่เกี่ยวกับระบบเจริญพันธุ์ ซึ่งแบ่งแยกเป็นเพศชายและเพศหญิง ตามลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์ของแต่ละบุคคล ในอีกลักษณะหนึ่ง หมายถึง เรื่องเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์
เมื่อทั้งสองเพศมีความแตกต่างกันและต้องมาอยู่ร่วมกันในสังคม จึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้



ผลกระทบที่เกิดจากความขัดเเย้งในเรื่องเพศ

ผลกระทบที่เกิดจากความขัดเเย้งในเรื่องเพศ






      ความขัดเเย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความสัมพันธ์ ถึงแม้จะเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนความขัดแย้งนั้นลุกลามใหญ่โต ก็อาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งการใช้ความรุนแรงต่อกัน และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆได้ ดังต่อไปนี้

๑.ปัญหาสุขภาพ

 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในรูปแบบความสัมพันธ์ใดก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้ไม่พยายามแก้ไข ก็จะสร้างบรรยากาศกดดันขึ้นในความสัมพันธ์นั้น เช่น ความขัดแย้งในที่ทำงานก็อาจนำไปสู่ภาวะเครียดในการทำงาน ทำให้ทำงานไม่บรรลุผลสำเร็จได้ และยังทำให้สุขภาพจิตของคู่กรณีเสียอีกด้วย ในขณะที่หากเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่างสามีภรรยาอาจทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงระหว่างกัน เมื่อทะเลาะกันบ่อยๆ ก็จะทำให้สุขภาพจิตรของทั้งคู่เสีย ในขณะเดียวกันก็ทำให้คู่สามีภรรยาเกิดความเครียด และหากครอบครัวนั้นมีลูก เด็กที่ตกอยู่ในความขัดแย้งก็จะเกิดความเครียดและไม่มีความสุขตามไปด้วยทำให้มีปัญหาทางอารมณ์และจิตรใจ เมื่อจิตรของสมาชิกในครอบครัวเกิดความเครียดไปเรื่อยๆ ก็จะส่งผลต่อสุขภาพเช่นกัน คือ ส่งผลให้เป็นโรคนอนไม่หลับ โรคความดันเลือดสูง โรคไมเกรน เป็นต้น ในกรณีที่สมาชิกครอบครัวไม่สามารถหาทางออกได้อาจจะนำไปสู่ปัญหาทำร้ายตัวเองได้ หรือฆ่าตัวตาย

๒. ปัญหาครอบครัว

 ความขัดแย้งระหว่างเพศ รวมไปถึงความขัดแย้งเรื่องเพศสัมพันธ์สามารถนำไปสู่ปัญหาครอบครัวและปัญหาการหย่าร้างได้เนื่องจากพื้นฐานของครอบครัวเกิดจากการอยู่ร่วมกันของคน ๒ คนก็คือผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้นหากเกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง นอกจากนี้ประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ยังเป็นประเด็นสำคัญของชีวิตคู่อีกด้วย หากคู่สามีภรรยาไม่สามารถมีทัศนคติที่ตรงกันเรื่องเพศสัมพันธ์ได้ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและทำให้เกิดความห่างเหินระหว่างคู่สามีภรรยา เมื่อบรรยากาศในครอบครัวไม่ดี และคู่สมรสไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกันและกันได้ บ้านจะกลายเป็นสถานที่น่าอึดอัดใจอาจส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวหันไปหาความสุขที่อยู่นอกบ้านแทน และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดความอดทน ก็จะนำไปสู่การหย่าร้าง และทำให้ครอบครัวอยู่ในสถานะบ้านแตก หากครอบครัวนั้นมีลูกย่อมส่งผลกระทบไปถึงลูกแน่นอน

 ๓.ปัญหาสังค

 ความขัดแย้งในเรื่องเพศนั้นอาจไม่ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมโดยตรงอย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งนี้สามารถนำไปสู่ปัญหาครอบครัวได้ การทะเลาะเบาะแว้งและการหย่าร้าง นำไปสู่ปัญหาสังคมได้เช่นกัน เนื่องจากปัญหาครอบครัวขาดความอบอุ่นสมาชิกในครอบครัวได้รับผลกระทบจากปัญหาครอบครัวที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนนอกจากนี้หากเกิดความขัดแย้งในเรื่องเพศที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขอย่างผิดวิธี อาจก่อให้เกิดความรุนแรงตามมาได้ เช่นการบังคับขืนใจ ใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการจนนำไปสู่ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการกดขี่ทางเพศตรงข้าม เป็นต้น



           อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธีช่วยสร้างเสริมให้ความสัมพันธ์ให้แน่นแพ่นขึ้น เหมือนคำที่พูดว่า ยิ่งทะเลาะก็จะยิ่งเข้าใจกัน” เนื่องจากความขัดแย้งจะทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างทางความคิด และเข้าใจผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น เสดแล้ว รับรู้ข้อดีและข้อเสีย ความชอบไม่ชอบของแต่ละคน เมื่อผ่านความขัดแย้งไปได้ก็จะทำให้สมาชิกยอมรับความแตกต่างได้มากข้น

ความขัดแย้งในเรื่องเพศสัมพันธ์



ความขัดแย้งเรื่อง เพศสัมพันธ์
ความขัดแย้งในเรื่องเพศสัมพันธ์  คือ  ความไม่ลงรอยกัน และความไม่เห็นพ้องต้องกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงในเรื่องเพศสัมพันธ์ เช่น ฝ่ายชายมีความต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีความสุขกับการมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น การมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องนี้ กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของความสัมพันธ์แบบสามีภรรยา


สาเหตุของความขัดแย้งเรื่องเพศสัมพันธ์


        ปัจจัยพื้นฐานส่วนใหญ่อาจคล้ายคลึงกับสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเพศ ดังที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว โดนเฉพาะความเชื่อ ค่านิยม และบรรทัดฐานทางศีลธรรมจรรยาของสังคมไทยที่ปลูกฝังให้เด็กเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับสังคมไทย เนื่องด้วยสังคมไทยมีการสั่งสอนและสร้างค่านิยมให้มองว่า เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่สกปรก บุคคลที่มีศีลธรรมย่อมไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกเพลิดเพลิน (อุมาพร ตรังคสมบัติ, ๒๕๔๕ : ๒๓๒) โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกสั่งสอนให้รักนวลสงวนตัว ทำให้ผู้หญิงมักมีทัศนคติเชิงลบกับเรื่องเพศสัมพันธ์ มองว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ไม่ดี ผู้หญิงที่เสียความบริสุทธิ์ก่อนแต่งงานคือผู้หญิงไม่ดี แต่ในขณะเดียวกันผู้ชายส่วนใหญ่มองเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะมีทัศนคติต่อเรื่องเพศสัมพันธ์แตกต่างกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งได้

            นอกจากนี้ปัจจัยแวดล้อม เช่น กลุ่มเพื่อน สภาพสังคมที่ทำให้เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสาธารณะมากยิ่งขึ้น ย่อมกระตุ้นให้เกิดทัศนคติที่แตกต่างกันระหว่างค่านิยมใหม่ที่มองว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทัศนคติของวัยรุ่นในปัจจุบันจะเปิดรับและมองเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเสรีมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคมไทยที่ได้ปลูกฝังอยู่ในความเชื่อพื้นฐานของคนไทยโดนเฉพาะผู้หญิงยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างมาก และหากทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจความแตกต่างทางทัศนคติดังกล่าวก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกันได้

ความขัดแย้งระหว่างเพศ

ความขัดแย้งระหว่างเพศ

ความขัดแย้งระหว่างเพศ คือ ความไม่เห็นพ้องต้องกัน ควานไม่ลงรอยกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และค่านิยมที่แตกต่างกัน อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทุกรุปแบบ เช่น เพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง เพื่อน คนรัก สามีภรรยา เป็นต้น เนื่องจากในสังคมทุกคนล้วนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพศชายและหญิงซึ่งมีความแตกต่างทางกายภาพเป็นพื้นฐานย่อมถูกเลี้ยงดูและอยุ่บนความคาดหวังของสังคมที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ปกติที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้น


สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างเพศ


ความขัดแย้งระหว่างเพศนั้นอาจเกิดจากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน สรุปได้ดังนี้

1. ทัศนคติ ความเชื่อ และค่านิยมที่สังคมปลูกฝัง        

กำหนดว่าผู้ชายเป็นอย่างไรและผู้หญิงเป็นอย่างไร เช่น ผู้หญิงชอบการแสดงความรู้สึก ผู้ชายชอบเก็บความรู้สึก ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ผู้หญิงต้องอยุ่กับเหย้าเฝ้าเรือน ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลัง  เป็นต้น  ทัศนคติและค่านิยมต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดภาพแทนของผู้ชายและผู้หญิงที่ควรจะเป็น หากแต่ละฝ่ายแสดงออกหรือมีพฤติกรรมที่ผิดไปจากค่านิยมเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งได้ เช่น ปัญหาระหว่างเจ้านายที่เป็นผู้หญิงกับลูกน้องที่เป็นผู้ชาย เนื่องจากค่านิยมของสังคมไทย ยังคงมีความคิดว่าผู้ชายต้องเก่งกว่าผู้หญิงอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อผู้หญิงอยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงกว่า อาจทำให้ลูกน้องที่เป็นผู้ชายไม่พอใจ และกลายเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งต่อไปได้

2. ความต้องการที่แตกต่างกัน       
ด้วยพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกัน ทำให้คนเรามีความต้องการที่แตกต่างไปด้วย ในความสัมพันธ์แบบคนรักหรือสามีภรรยา บางครั้งความต้องการที่แตกต่างกันในเรื่องเล็กน้อยก็อาจเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งได้ เช่น สามีอาจต้องการให้ภรรยาอยู่บ้าน เลี้ยงลูก ตามแบบภรรยาในอุดมคติ แต่ภรรยาอาจต้องการออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว เป็นต้น

3. ความคาดหวังที่มีต่อเพศตรงข้าม           
เนื่องจากทัศนคติและค่านิยมของสังคมได้กำหนดภาพของผู้ชายและผู้หญิงที่ควรจะเป็นเอาไว้ ดังนั้นเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะร่วมงาน เป็นเพื่อนกัน ศึกษาคบหาดูใจกัน หรือใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ละฝ่ายย่อมมีความคาดหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นไปแบบที่ตนคิด เป็นไปในตามกรอบที่สังคมกำหนด เช่น ผู้ชายคาดหวังว่าผู้หญิงที่ดีควรจะเรียบร้อย ทำอาหารเป็น ในขณะผู้ชายที่ดีควรจะเอาใจใส่ผู้หญิง ช่วยถือของ แต่ในความเป็นจริงทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือหญิง ก็ไม่สามารถเป้นอย่างที่เราคาดหวังได้

4. การไม่เข้าใจความต้องการ และความแตกต่างของเพศตรงข้าม

 เนื่องจากทุกคนมีความแตกต่างกันทั้งความคิด อุปนิสัยใจคอ และพฤติกรรม หากเราไม่พยายามทำความเข้าใจความต้องการ ไม่พยายามสื่อออกมา หรือเข้าใจผิดก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้ เช่น วันครบรอบแต่งงานคู่รักหลายๆคู่ มักจะทะเลาะกันเนื่องจากผู้ชายจำวันครบรอบไม่ได้ทำให้ผู้หญิงเสียใจเพราะโดยธรรมชาติผู้ชายจะไม่ใส่ใจรายละเอียดเท่ากับผู้หญิง ดังนั้นการที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่ายย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งนี้ขึ้นได้ จะเห็นได้ว่าสาเหตุของความขัดแย้งนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้  แต่จะส่งผลกันเป็นทอดๆ จากค่านิยมที่สังคมปลูกฝังให้เกิดทัศนคติต่อเพศตรงข้าม

แนวทางการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งในเรื่องเพศ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งในเรื่องเพศ

1.            ทักษะการเข้าใจผู้อื่น
พยายามเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของเพศตรงข้าม เนื่องจากเพศชายและหญิงมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ถูกเลี้ยงดุมาในกรอบที่แตกต่างกัน เมื่อต้องมาอยู่ร่วมกัน ย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันเป็นธรรมดา

2.            ทักษะการตระหนักรู้ในตน
สำหรับประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์นั้น วัยรุ่นควรตระหนักว่าเราอยู่ในสังคมไทย ดังนั้นจึงปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณีของสังคมไทย ทำความเข้าใจ รู้เท่าทันค่านิยม และวัฒนธรรมต่างชาติที่ไม่เข้ากับลักษณะสังคมไทย

3.            ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
วัยรุ่นควรคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผล และเปิดใจให้กว้าง ปรับเปลี่ยนทัศนคติบางประการที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เช่น ผู้ชายมีสิทธิ์ในตัวผู้หญิงการมีเพศสัมพันธ์ในวันเรียนเป็นเรื่องที่แสดงความเก่งของตนความรักคือการยอมให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย เป็นต้น

4.            ทักษะการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
ในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นให้ยั่งยืน เราควรมีความรักและความปรารถนาดีให้แก่กันเสมอ เนื่องจากความรักและความปรารถนาดีนั้น ย่อมส่งผลให้เราแสดงออกแก่กันในทางที่ดี และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลาดพลั้งหรือไม่สามารถทำได้อย่างที่คาดหวัง ก็ควรให้อภัยแก่กันและกัน

5.            ทักษะการแก้ไขปัญหา
หากเกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้ความขัดแย้งนั้นดำรงอยู่นาน หรือปล่อยเลยตามเลย และหวังให้เวลาเยียวยาความขัดแย้ง แต่ควรจะหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

6.            ทักษะการจัดการกับอารมณ์
ต้องรู้จักปล่อยวางหากเพศตรงข้ามเราต้องติดต่อสัมพันธ์ด้วยมีพฤติกรรม หรืออุปนิสัยที่เราไม่สามารถยอมรับได้ ก็พยายามมองข้ามและปล่อยวาง ไม่ควรเก็บเอาอุปนิสัยหรือพฤติกรรมนั้นมาเป็นสาเหตุของความไม่พอใจซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้

7.            ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
หันหน้าเข้าหากัน และพยายามพูดคุยกันโดยใช้เหตุผล พยายามหาสาเหตุของความขัดแย้งนั้นว่าเกิดจากอะไร มีความเข้าใจผิดอะไรหรือไม่ พูดคุยถึงความต้องการ ความคาดหวังและความรู้สึกที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย

8.            ทักษะการคิดสร้างสรรค์

พยายามคิดในเชิงสร้างสรรค์ มองว่าทุกปัญหาความขัดแย้งทุกความขัดแย้งย่อมมีทางออก ช่วยกันมองหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ


สรุป

สรุป



ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในความสัมพันธ์ของคน โดยเฉพาะเมื่อเป็นความสัมพันธ์ของบุคคลต่างเพศ ซึ่งมีความแตกต่างด้านกายภาพ สรีระเป็นพื้นฐาน ส่งผลให้เกิดความแตกต่างทางการเลี้ยงดู ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ และค่านิยม รวมไปถึงค่านิยมที่สังคมตั้งเอาไว้ได้หล่อหลอมให้เกิดภาพในอุดมคติของแต่ละเพศ ส่งผลให้ผู้ชายและผู้หญิงมีความคาดหวังต่อกันและกัน หากความคาดหวังนั้นไม่สามารถถุกเติมเต็มได้ ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งได้




ที่มา (แหล่งอ้างอิง)  : หนังสือสุขศึกษา6(ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6)